วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2557

หลายชีวิต


เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม 2557 ผมเจอคน 4 คนในวันเดียว คนละช่วงเวลา แต่มีเรื่องราวที่แตกต่างกันมากอย่างน่าสนใจ

คนแรกคือ เอก เป็นชายหนุ่มที่มีความใฝ่ฝันแรงกล้าที่จะทำวงการทรัพย์สินทางปัญญาไทยให้เจริญก้าวหน้า เอกเป็น licensee ของซอฟต์แวร์สิทธิบัตรชื่อดัง Matheo แต่วันนี้มุ่งหน้าทำเรื่องการฝึกอบรม อันเป็นฝันที่ยิ่งใหญ่ของเขา ผมพยายามช่วยเหลือโดยการชี้แนะเท่าที่ผมทำได้ ผมรู้จักเขาไม่นาน แต่ถูกชะตากัน

คนที่สองคือ คุณชบา เป็นลูกค้าเก่าแก่ของผมตั้งแต่สมัยทำงานที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ผมช่วยบริษัทคุณชบายกร่างคำขอสิทธิบัตรให้หลายตัว คุณชบาตามมาใช้บริการต่อตอนที่ผมไป ม.กรุงเทพ แล้ว และตามต่อมาที่สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ที่ผมทำงานในปัจจุบัน นับเป็นเพื่อนทางการงานที่คบหากันมานานทีเดียว ผมไม่เคยได้รับเงินจากบริษัทหรือคุณชบาเลย วันนี้มาเยี่ยมผมเอาของขวัญปีใหม่มาให้ ผมรู้สึกดีใจมากที่มีคนคิดถึงความดีของเราที่มันมีอยู่น้อยนิด เพราะมันย้ำเตือนให้ผมคิดว่า เราควรทำมันต่อไป

ผมเชื่อว่า วันนี้คุณชบา น่าที่จะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในระดับที่ดีมาก เผลอๆ อาจสามารถไปบรรยายเรื่องนี้ได้ด้วยซ้ำ

คนที่สาม ผมเจอโดยบังเอิญ เป็นรุ่นน้องผมที่จุฬาฯ ผมรู้จักสามีเขาด้วย แต่ตอนที่รู้จักไม่รู้ว่าเป็นแฟนกัน เพราะอายุเขาห่างกันมาก และน้องผมคนนี้มันก็สวยด้วย ไม่น่าเชื่อวันนี้เจอกัน ผมทักถามถึงสามี แกบอกว่า หย่ากันแล้ว ในทางการงาน น้องคนนี้ประสบความสำเร็จโคตรสูงเลย วันนี้เป็น VP ของ CP  แต่ทางครอบครัวเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

ผมนึกในใจเสมอว่า ผมจะไม่ขอ Success in game แต่ Unlucky in family เป็นอันขาด ยังไงลูกต้องมาก่อน ชีวิตผมจากนี้ไปอยู่เพื่อลูก บางครั้งก็เพื่อตัวเองบ้าง แต่ลึกๆ คือลูกเท่านั้น

คนสุดท้ายที่เจอของวันคือ โอ๋ เป็นน้องที่ผมรู้จักตอนอยู่ ม.กรุงเทพ โอ๋เป็นคนที่ผมว่า ซื่อและไม่มีพิษภัย มีจิตสาธารณะสูง เราเคยร่วมงานกันหลายเรื่องตอนอยู่ ม.กรุงเทพ วันนี้เมื่อผมมีอำนาจเล็กๆ ก็พยายามดึงน้องมาช่วยงานที่ทำงานบ้าง และพยายามหางานให้ทำ

นิสัยช่วยทำงานให้คนอื่นรวยขึ้นนั้น เป็นนิสัยประหลาดๆ ที่ผมได้รับมาจากการทำงานนวัตกรรมมาตลอด ไม่รู้เป็นไง เวลาช่วยคน คนก็มักจะถามว่า จะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ แต่ผมชอบช่วยฟรี 

เคยมีผู้จัดการโรงงานของบริษัทน้ำเมาแห่งหนึ่ง สวนกลับผมว่า “ผมไม่เคยเจอ คนมาสอนไม่ขอค่าตัว” 

ความจริงคือ เมื่อผมไปบรรยายนวัตกรรมให้ผู้บริหารของบริษัทโตโยต้า ผมก็ไม่เรียกค่าตัว เขาก็ให้หนังสือมาสองเล่มเท่านั้น ทั้งๆ ที่เดินทางไปกลับไกลมาก

คำพูดที่ผมใช้เสมอเวลามีคนถามว่า “อาจารย์จะมีค่าใช้จ่ายอย่างไรครับ/ค่ะ” คือ “ผมไม่มีค่าตัว”

เพราะผมรู้สึกเสมอว่า การให้ความรู้มันเป็นธรรมทานอันสูงส่ง

น้ำเน่านิดๆ แต่ผมคิดอย่างนั้นจริงๆ เมียผมด่าประจำ ไม่ใช่ไม่เคยได้เลย ผมก็ได้รับเงินบ้างเหมือนกันถ้าเขาจะให้ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแต่ไม่เคยเรียกร้องค่าตัววิทยากร ทั้งที่ผมมั่นใจว่า ผมสามารถสอนเรื่องนวัตกรรมให้คนรู้เรื่องได้มากกว่า บรรดากูรูที่เห็นๆ กันอยู่ทุกวันนี้


ทำทานด้วยความรู้ ถ้าหากเป็นการสะสมบุญอย่างหนึ่งแล้ว ผมก็หวังว่า สักวัน หรือ ชาติหน้า ผมอาจจะมีชีวิตที่ไม่ต้องกระเสือกกระสนมากนัก และน่าที่จะสบายกว่าวันนี้ตามสมควร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น