วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
Killing Season
หมายเหตุ: Spoil ด้วยการเปิดเผยเนื้อเรื่องและไคลแมกซ์นะครับ ขออภัยทุกท่านล่วงหน้า
ผมดูหนังเรื่องนี้คนเดียวเมื่อหลายเดือนก่อน เป็นหนังที่ผมชอบตั้งแต่ปก เพราะดาราสองคนนี้กับชื่อเรื่องน่าสนใจ เหมือนจะเป็นบู๊ล้างผลาญ อันเป็นรสนิยมห่วยแตกของผมในการดูภาพยนต์
แต่ปรากฎว่าผิดคาด เพราะเรื่องนี้ เป็นการปะทะกันทางจิตใจมากกว่า คนหนึ่งแค้นฝังจิต อีกคนมีบาดแผลลึกในใจที่ยากจะเยียวยา ทั้งสองเคยรบกันในสนามจริง เมื่อสงครามจบ ใจของคนทั้งสองยังไม่ยอมจบสงคราม ทำให้ต้องไล่ล่ากันจากบอสเนียมาถึงป่าหนาวในอเมริกา
ผมชอบผู้พันที่แสดงโดยปู่โรเบิร์ตมาก แกเหมือนคนเก็บกดสุดๆ หนีลูกหลานมาอยู่ในป่าคนเดียว กะจะแก่ตายเป็นทหารแก่กลางป่าคนเดียว ให้อารมณ์ Old Solider waiting to die มากๆ ขนาดสะเก็ดระเบิดที่ฝังในขา ยังไม่ยอมผ่าออก ขอเก็บมันไว้ยังงั้นเอง แล้วพอหน้าหนาวก็ปวดจนทรมานทั้งตัว
ส่วนคุณจอห์นนั้น แกแค้นเอามาก ก็สมควรเพราะโดนยิงที่กลางหลังจนเป็นอัมพาตไปหลายปี ต้องมาหัดพูดหัดเดินกันใหม่ สมควรแค้นอยู่ แต่ปู่โรเบิร์ตนั้นหมดซีอิีวไปนมนานแล้ว แกอยู่กับความหลังฝังใจ อายลูกหลานจนแม้กระทั่งไม่อยากพบหน้าหลานที่เกิดใหม่ด้วยซ้ำ แต่เลือกอยู่กับความจริงจอมปลอม ถ่ายรูปไปวันๆ
ตอนที่มาตามฆ่ากันในป่านั้น สองคนนี้ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ วิวในหนังสวยมาก ให้บรรยากาศที่สวยงาม สงบ หดหู่บ้าง ไม่ตื่นเต้นดุเดือด แต่ออกไปทางสงสารตาแก่สองคนนี้มากกว่า
ทั้งเรื่องเล่นกันอยู่สองคนกลางป่า
ชอบที่สุดคือ มุกของปู่โรเบิร์ตที่เล่าให้ลุงจอห์นฟังว่า สมัยหนึ่งในสงครามมีหญิงสาวคนหนึ่งหนีภัยไปหลบอยู่บ้านชายหนุ่มคนหนึ่ง คราวนี้อยู่ไปนานๆ เข้า สาวคนนั้นก็เกรงใจ เลยตอบแทนบุญคุณของชายหนุ่มด้วยการอมจุ๊บุให้ ปรากฎว่าหนุ่มคนนี้ แกเป็นคนมีศีลธรรมครับ แกไปสารภาพบาปกับพระในโบสถ์ หลวงพ่อก็บอกว่า ไม่เป็นไรลูกเอ๋ย คนเราทำผิดพลาดกันได้
พ่อหนุ่มบอกว่า...แต่...หลวงพ่อครับ ผมควรจะบอกเธอดีไหมครับว่า สงครามสงบไปนานแล้ว?
มุกของปู่โรเบิร์ตแกขำคนเดียว ลุงจอห์นเป็นชาวบอสเนียไม่เก็ตสักนิด แต่ตอนจะจบมุกนี้ก็ทำได้ดี คือ มันสะท้อนว่า สงครามจริงจบไปนานแล้วโว้ย เราจะมาฆ่ากันตอนนี้ทำไม
ผมชอบเรื่องนี้มากครับ ทั้งการแสดง การถ่ายมุมมองแปลกๆ ในป่า มันทำให้ผมนึกว่า สงครามที่หนักหนาสาหัสที่สุดในชีวิตของมนุษย์ ก็คือ สงครามในใจของเรานี่แหละ
เรื่องนี้ผมให้คะแนน Preeda Star 5/5 ครับ
วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
พุทธ vs คริสต์ ไฝว้กันเมื่อเกือบ 140 ปีที่แล้ว
หนังสือเล่มนี้ผมอ่านม้วนเดียวจบ สารภาพตามตรงว่า เข้าใจทั้งหมดไม่ถึง 30% แต่ที่รู้คือ เมื่อสมัยเมื่อเกือบ 140 ปีมาแล้วนั้น นักการศาสนาทั้งพุทธและคริสต์ "ถก" กันรุนแรงมาก แม้ว่าหนังสือเล่มนี้ใช้คำว่า โต้วาที แต่เนื้อหานั้นหนักไม่ใช่น้อย เพราะ
พุทธเองก็ขุดโคตรเหง้าโมเซ (โมเสส) เอามาด่า บางครั้งก็โจมตีพระเยโฮวาตรงๆ ตอนที่พูดถึงพระแม่มารีนั้น โต้ว่ามารีเป็นทั้งเมีย แม่ และลูกของพระเจ้า งงเมพ เพราะพระแม่มารีเป็นหญิงพรหมจรรย์ เท่ากับว่าการปฏิสนธินั้นเกิดกับพระเจ้า เลยเป็นเมีย พระเจ้าลงมาเกิด (พระเยซู) กลายเป็นแม่ ต่อมาในฐานะคริสต์ชนก็เป็นลูกอีก
นอกจากนั้น ตามความคิดของผม ผมเห็นว่า เข้าขั้น ด่าพ่อล่อแม่ กันทีเดียว
ส่วนฝั่งคริสเตียนก็ใช่ย่อย เริ่มละเลงเวทีก่อนโดยอ้างคำบาลีมาเป็นยก ซึ่งผมก็ไม่ค่อยซาบซึ้งกับความหมายเท่าไหร่ นัยว่าเป็นพระอภิธรรม เริ่มจากการโจมตีมหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งลำพังตัวพระสูตรก็ยากแก่การทำความเข้าใจแล้ว ดันเอานักบวชศาสนาคริสต์มาอธิบายยิ่งยากใหญ่
จากนั้น ยกต่อมา แกว่าพระพุทธเจ้านั้นแย่มาก ด่าไปถึงชาติปางก่อนว่า ทิ้งลูกทิ้งเมีย ยกให้ใครก็ไม่รู้ ยังงี้ไม่น่าให้อภัย ส่วนเรื่องใหญ่ๆ ที่อภิปรายคือ ทัศนคติความเชื่อในเรื่องของวิญญาณ และแถมด้วยว่า ถ้าวิเศษจริง ทำไมปล่อยให้แม่ตายในวันที่ 7 หลังคลอด
อันนี้ ผมว่าโดยภาพผิวเผินนั้น แตกต่างกัน พุทธเราเชื่อเรื่องกรรม คริสต์เชื่อโลกหน้า แต่ไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด พุทธไม่มีพระเจ้า คริสต์มีผู้สร้าง
เถียงกันในมุนนี้ทั้งคู่ ยกบาลีมาว่ากันไปมา ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก
หนังสือเล่มนี้ น่าจะเป็นหนังสือหายากเล่มหนึ่ง ผมโชคดีที่เจอ สำหรับข้อมูลการแบทเทิลของทั้งสองท่านนี้คือ
1. เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 26, 28 สิงหาคม 2416 ณ บริเวณบ้านพักตากอากาศปานะทุระ ใกล้นครโคลอมโบ ศรีลังกา
2. ระหว่าง พระมิเคตตุวัตเต คุณานันทะเถระ กับ นักบวชเดวิด เดอ ซิลวา กับคณะ
3. บันทึกการโต้วาทีครั้งนี้ (เป็นภาษาอังกฤษ โดยคนอเมริกัน) พิมพ์เป็นหนังสือที่แพร่หลายมากในอเมริกาและยุโรป
4. คนที่มีบทบาทในการฟื้นฟูศาสนาพุทธระยะ 100 กว่าปีก่อนหน้านี้ เป็นชาวอเมริกัน
5. หนังสือเล่มนี้ พิมพ์โดยมหามกุฎราชวิทยาลัย เมื่อ มกราคม 2543
ลองไปหาอ่านมาประดับความรู้กันครับ ผมยืมเล่มนี้มาจากห้องสมุดมหาลัยกรุงเทพ
วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
Like A Virgin: คิดแบบเวอร์จิ้น
หนังสือเล่มนี้หนาเอาการ 300 กว่าหน้า ผมใช้เวลาอ่านประมาณ 3-4 วัน ด้วยความสนุกสนาน เพราะท่านเซอร์ริชาร์ด เป็นคนเก่งจริงๆ นี่เป็นหนังสือเล่มแรกของท่านที่ผมได้ลิ้มรส
ความเป็นผู้ประกอบการดูเหมือนจะง่าย เมื่อคิดแบบเวอร์จิ้น ผู้เขียนได้ให้หลักการที่ผมเองก็ได้ยินได้ฟังมาเยอะ แต่ในภาษาของเขานั้นสนุกดี ย่อยง่าย
ผมคิดว่า คนที่เรียนวิชาผู้ประกอบการทั้งหลาย ควรจะมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มนี้บ้าง แม้นไม่ได้มีทฤษฎีอะไรมากมาย แต่ตัวอย่างและแนวทางที่ท่านเซอร์ฯ ได้ว่าไว้ ก็น่าสนใจไม่น้อย
แนะนำให้อ่านได้ทั้ง เอาจริงจัง ขำขัน และฆ่าเวลาครับ สนุกได้สาระ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
